Tuesday, July 16, 2019

การวิเคราะห์โปรเจคท์ในฝัน : คิดธุรกิจผสานประโยชน์

การวิเคราะห์โปรเจคท์ในฝัน : คิดธุรกิจผสานประโยชน์
.
หลายคนอาจกำลังเล็งที่ดินเพื่อทำธุรกิจ หรือกำลังเล็งจะเช่าตึกแถวเพื่อมาทำการค้า แล้วยังนึกไม่ออกว่าจะทำกิจการอะไรดี นอกเหนือไปจากเครื่องมือการวิเคราะห์ช่องว่างของคู่แข่งในย่านเดียวกับเรา ใครยังไม่ได้อ่าน คลิกที่นี่ครับ https://www.facebook.com/645039915990411/posts/647729935721409/
.

.
วันนี้ผมมีเครื่องมือช่วยคิดอีกอันมาแบ่งปัน โดยเป็นเครื่องมือที่เริ่มการคิดจากประเภทธุรกิจเป็นหลักมันคือ การคิดโปรแกรมแบบผสานประโยชน์ (Hybrid Program) หมายถึงการทำธุรกิจที่ไม่ได้ให้ลูกค้าเข้ามาทำกิจกรรมประเภทเดียวในโครงการของเรา แต่นำกิจกรรมหลายประเภทมาผสมปนเปกัน เพื่อให้เกิดกิจกรรมใหม่ สร้างโอกาสทางธุรกิจให้เรา โดยกิจกรรมที่นำมาผสมกันนี้ ต้องมีลักษณะที่ผสานกันได้และเอื้อประโยชน์ให้กับทั้งสองฝ่าย
.
เช่น แทนที่เราจะเปิดร้านกาแฟอย่างเดียว เราก็ทำการผสานโรงเรียนกวดวิชาไปด้วย กลายเป็นพื้นที่ระหว่างกลางกึ่งๆ ร้านกาแฟ กึ่งๆ ที่ติว สามารถรับลูกค้าได้หลายหลายกว่าการทำธุรกิจเดียวตายตัว ทำให้เกิดการผสานประโยชน์กัน ร้านกาแฟได้ขาย เครื่องดื่ม อาหาร แก่นักเรียนติว ทำให้กลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนจำนวนหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน ร้านของเราก็ยังสามารถเปิดโอกาสให้ ลูกค้ากลุ่มอื่น ๆ สามารถเข้ามาใช้บริการในร้านกาแฟได้ เช่น ลูกค้าคนทำงานอิสระที่หาร้านกาแฟที่ทำงานได้ ลูกค้าที่หาร้านกาแฟประชุมคุยงาน กลุ่มนักศึกษาที่หาพื้นที่ในการติว
.
ในขณะที่หากมองในมุมมองของโรงเรียนติวแล้ว โรงเรียนติวก็ได้ประโยชน์ในแง่ การประชาสัมพันธ์ คอร์สเรียนของตนเอง มีลูกค้าใหม่ๆ เข้ามาเห็นโรงเรียนเสมอ อีกทั้งบรรยากาศของการติวจะไม่น่าเบื่อ เพราะเหมือนไปติวที่ร้านกาแฟ ในสายตาของผู้ปกครองดูปลอดภัยมากกว่าการไปโรงเรียนติวที่เป็นบ้านของคุณครู หรือในแง่การลงทุน แทนที่คุณครูจะต้องลงทุนจำนวนมากในการปรับบ้านตัวเองให้กลายเป็นโรงเรียนติวที่อาจจะมีจำนวนนักเรียนไม่แน่นอน การสามารถใช้วิธีการเช่าระยะสั้น หรือแม้แต่การเช่าเป็นครั้ง ๆ ในการติว
.
ข้อแม้สำคัญมากในการคิดโปรแกรมแบบผสานประโยชน์คือ เราต้องไม่ยึดติดกับกรอบของประเภทธุรกิจที่เราเคยเห็นมา เราต้องทำการออกแบบรูปแบบธุรกิจของเราใหม่ เช่นตัวอย่างโรงเรียนติวกับร้านกาแฟข้างบน ที่นำมาผสานกัน ในที่สุดแล้วอาจจะนำมาซึ่งความคิดที่ว่าเราจะพื้นที่ ซึ่งแบ่งเป็นห้องกระจกใสๆ หลายขนาด เหมาะสำหรับทั้งการประชุม การติว และการทำงาน มีขนาดตั้งแต่ สี่คน หกคน แปดคน สิบคน สิบสองคน และพื้นที่รวม โดยเราอาจจะสร้างกฎว่า การจะใช้พื้นที่ห้องประชุมกระจกต้องทำการซื้อกาแฟและขนมอย่างน้อยคนละกี่บาทขึ้นไป และใช้งานได้เป็นระยะเวลาเท่าใด หากมีการใช้งานต่อเก็บเงินเพิ่ม และเราอาจทำโปรโมชั่นว่า แต่หากสนใจเช่าเป็นเดือน สามารถเช่าราคาพิเศษ โดยเป็นการจ่ายเงินล่วงหน้าว่า ทุกวันพุธเวลา 17.00 น. – 19.00 น. ห้องประชุมสิบสองคนจะมีการใช้งาน ที่น่าสนใจช่วงเวลาอื่น ๆ ที่ไม่มีการจองเราก็สามารถ มีโอกาสเปิดให้ลูกค้ากลุ่มอื่นเข้ามาใช้ได้
.
จากตัวอย่างข้างบนจะเห็นว่า ในที่สุดแล้วจะนำไปสู่ความคิดเชิงธุรกิจว่าเราจะเปิดพื้นที่ให้เช่าระยะสั้น สำหรับการติว การประชุม การทำงาน โดยมีกลุ่มเป้าหมายที่เป็นลูกค้าคือนักเรียนติว นักศึกษา คนทำงานอิสระรุ่นใหม่ โดยใช้ระบบการขายเครื่องดื่มและขนมมาเป็นเงื่อนไขในการใช้บริการ ซึ่งโอกาสทางธุรกิจแน่นอนว่า หลายหลายกว่า การทำโรงเรียนติวเพียงอย่างเดียว หรือ ทำร้านกาแฟ หรือ ห้องประชุมให้เช่นเพียงอย่างเดียว โดยใช้เงินลงทุนเท่ากันปรียบเทียบกับการเปิดธุรกิจแบบเก่า (เนื่องจากขนาดพื้นที่เท่ากัน) แต่ใช้ความคิดสร้างสรรค์และการจัดการทำให้เกิดโอกาสที่กว้างกว่า
.
โดยวิธีการคิดแบบผสานประโยชน์นี้ เริ่มต้นคิดได้จากหลายอย่างมาก อันนี้เป็นลิสต์พื้นฐานที่ผมอยากจะแชร์ เผื่อจะลองเอาไปคิดต่อกันเล่นๆ ครับ
.
1. ผสานกลุ่มลูกค้า – ตั้งกลุ่มลูกค้าที่เราเห็นว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่มาเราสนใจให้บริการ แล้วลองหากลุ่มลูกค้าที่เชื่อมโยงกัน ที่มีไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกัน มีค่านิยม ใกล้ๆ กัน สามารถอยู่ในพื้นที่เดียวกันได้ เช่นจากตัวอย่าง คือ นักเรียนติว นักศึกษา คนทำงานอิสระรุ่นใหม่
.
2. ผสานกิจกรรม – ตั้งกิจกรรมหลักที่เราเห็นว่าเป็นไปได้ในที่ดินเราขึ้นมาก่อน แล้วลองคิดเชื่อมโยงดูว่าจากกิจกรรมของเรา นำไปสู่กิจกรรมอื่นใดที่สามารถผสานประโยชน์กันได้อีก เช่น มีไอเดียว่าอยากเปิด ฟิตเนสเพื่อสุขภาพ จึงเริ่มเพิ่มกิจกรรม อาหารเพื่อสุขภาพ เพิ่มกิจกรรม ซุปเปอร์มาเก็ตขายวัตถุดิบเพื่อสุขภาพ เพิ่มกิจกรรมสัมมนาเสริมสุขภาพ ในที่สุดจึงทำโปรเจคท์เป็น ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพครบวงจร
.
3. ผสานสถานการณ์ – ศึกษากิจกรรมหลักในโปรเจคท์ของเรา แล้วลองพิจารณาว่า เราสามารถเสริมกิจกรรมใด เข้าไปได้ เพื่อให้เกิดโอกาสมากขึ้น เช่น กิจกรรมหลักคือ ร้านกาแฟสำหรับนักท่องเที่ยวในย่านถนนจับจ่าย แล้วเพิ่มกิจกรรมรองคือ เสนอการนวดเท้าคลายเมื่อยล้าเข้าไป หรือ เสนอที่พักระยะสั้นรายชั่วโมงเข้าไป
.
การคิดธุรกิจแบบผสานประโยชน์นี้ทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ มากมาย ขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับเรา ทำให้เรามีกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น หรือกลุ่มค้าเท่าเดิมแต่จับจ่ายสินค้าและบริการของเรามากขึ้น หรือ ทำให้เราสามารถผลักดันให้โปรเจคท์ของเราให้เกิดประโยชน์สูงสุดในแง่ธุรกิจ เกิดเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร พึงพอใจต่อกลุ่มเป้าหมายครับ
.
เขียนโดย ปัตย์ ศรีอรุณ Research Plus

การวิเคราะห์โปรเจคท์ในฝัน : วิเคราะห์ช่องว่างของคู่แข่งเพื่อสร้างธุรกิจของเรา

การวิเคราะห์โปรเจคท์ในฝัน : วิเคราะห์ช่องว่างของคู่แข่งเพื่อสร้างธุรกิจของเรา
.
“มีที่ดินในย่านท่องเที่ยว ทำโรงแรมดีมั้ย ? ... แต่แถวนั้น โรงแรมเยอะมากเลยนะ ... มันจะมีคนมาเหรอ ?”
.
เป็นหนึ่งในคำถามที่คนอยากเริ่มลงทุนทำโปรเจคท์มักจะต้องเผชิญ คือมีที่ดินตั้งอยู่ในย่านที่มีลักษณะชัดเจน รู้ได้ว่า กลุ่มเป้าหมายหลักคือใคร ที่เราสามารถเสนอขายสินค้าและบริการ แต่ปัญหาคือ ในย่านนั้น ก็มีคนเสนอสินค้าและบริการอยู่แล้ว อย่างมากมาย เราจะรู้ได้ยังไงว่าเราควรจะไปเปิดโปรเจคท์แข่งกับเขาดีมั้ย
.

.
การเข้าไปศึกษาคู่แข่ง ว่ามีจุดเด่น จุดด้อย อย่างไร เป็นเครื่องมือการวิเคราะห์ที่สำคัญ เพื่อให้เราได้ข้อมูลช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่า จะทำโปรเจคท์นี้หรือไม่ และถ้าทำ โปรเจคท์ของเราจะแตกต่างจากคู่แข่งได้อย่างไร ถึงแม้ว่าจะเสนอ สินค้าและบริการประเภทเดียวกัน
.
วิธีการศึกษาคู่แข่งมีหลายวิธีแล้วแต่ความละเอียดเจาะลึก กลุ่มทฤษฎี และระยะเวลาในการศึกษา แต่ผมอยากจะแบ่งปันวิธีเบื้องต้น สำหรับคนอยากเริ่มทำธุรกิจ เป็นวิธีการง่ายๆ เพื่อจะได้ช่วยสแกนแบบใช้เวลาไม่มากแต่พอได้ประเด็น ในที่นี้ผมอยากจะยกตัวอย่างเป็นร้านกาแฟประกอบนะครับ จะได้เห็นภาพไปด้วยกัน และถ้าใครอยากลองทำตามเสนอให้เตรียม Google Map ในย่าน เราจะได้เอาข้อมูลใส่เข้าไปได้ครับ
.
1. คู่แข่งมีจำนวนเท่าไหร่ และอยู่บริเวณใดในย่าน – ในย่านของเรามีร้านกาแฟกี่แห่ง และมันอยู่ตรงไหนบ้าง ระบายสีลงไปในแผนที่ครับ
.
2. คู่แข่งมีช่วงราคาอย่างไร แบ่งได้เป็นกี่ช่วง – อาจจะแบ่งออกมาเป็นสามถึงสี่ช่วงราคาครับ เช่น ถูก ปานกลาง แพง แพงมาก และเริ่มระบายสีลงไปในแผนที่เราจะเริ่มเห็นร้านกาแฟที่แตกต่างกันในแง่ราคาแล้ว
.
3. ความนิยมของคู่แข่งเป็นอย่างไร – ลองสำรวจดูครับว่าร้านไหนนิยมมาก ร้านกาแฟไหนนิยมปานกลาง ร้านกาแฟไหนนิยมน้อย และแน่นอนครับว่า ความนิยมที่ว่าต้องออกมาเป็นตัวเลขที่วัดได้เช่น จำนวนลูกค้า ต่อชั่วโมง หรือจำนวนที่นั่ง พอใส่ข้อมูลเข้าไปในแผนที่เราจะพบความสัมพันธ์ระหว่าง จำนวนคู่แข่ง ราคา และ ความนิยมครับ
.
4. กลุ่มเป้าหมาย (ลูกค้า) และพฤติกรรม – ลองสำรวจดูว่าแต่ละร้านกาแฟ มีลูกค้าเป็นใคร เช่น บางร้านลูกค้าอาจจะเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่มีพฤติกรรมการดื่มกาแฟแบบซื้อแล้วนั่งนานคนละประมาณ 45 นาที พร้อมเข้าห้องน้ำ ชอบนั่งในห้องแอร์ และอาจจะซื้อแก้วเดียวแล้วเพื่อนที่เหลือในกลุ่มมานั่งด้วย เพื่อนที่เหลือเดินไปซื้อลูกชิ้นรถเข็นข้างๆ มานั่งทาน บางร้านลูกค้าอาจจะเป็นนักท่องเที่ยวฝรั่ง แบคแพคเกอร์ ชอบดื่มกาแฟ พร้อมสูบบุหรี่ ชอบนั่งข้างนอก ตากแดด อ่านหนังสือ หรือนั่งคุยกับเพื่อน นั่งประมาณ 25 นาที ซื้อคนละแก้ว หรืออาจจะพบลูกค้าชาวไทย เป็นคนรุ่นใหม่ หนุ่มสาว ชอบนั่งในแอร์ เอาคอมพิวเตอร์มาทำงาน ใช้ไวไฟ นั่งนาน สองชั่วโมง ปกติซื้อกาแฟ และมีขนมทานด้วย หลังจากนั้นเราลองเอาข้อมูลนี้เขียนเข้าไปในแผนที่ของเราครับ เราจะเริ่มเห็นแล้วว่า ร้านกาแฟที่ดาษดื่นตอนแรก จริง ๆ แล้ว มีสถานการณ์ที่ไม่เหมือนกัน และตอบรับลูกค้าที่ไม่เหมือนกันครับ
.
มาถึงตรงนี้จริง ๆ ก็เราก็สามารถ สร้างโมเดลทางธุรกิจคร่าว ๆ ของเรา พอได้แล้วนะครับ เรานำข้อมูลที่พบจากการเขียนลงไปในแผนที่ มาทำการวิเคราะห์ว่า มันมีช่องว่างทางการตลาดตรงไหนที่ทำให้เราสร้างธุรกิจได้บ้างมั้ย โดยมีวิธีคิดได้หลากหลายโมเดลมากครับ ตั้งแต่แบบพื้นฐานไปจนถึงแบบสร้างสรรค์มาก ๆ เช่น
.
- เราทำการลอกเลียน ร้านที่เราพบว่า ได้รับความนิยมสูงสุด ทำกำไรแน่นอน และที่เราเชื่อว่ายังมีลูกค้าอีกมาก แต่เราอาจจะเสนอราคาที่ถูกกว่า
.
- เราทำการลอกเลียนร้านที่ได้รับความนิยมอยู่แล้ว และเราทำการเพิ่มเติมสินค้าหรือบริการที่ลูกค้า กลุ่มเดียวกันต้องการแต่ยังไม่ถูกเสนอในร้านที่เราทำการลอกเลียนมา
.
- เรานำโมเดลของสองร้านคู่แข่ง คนละแนวที่ได้รับความนิยมสูงสุดมารวมไว้ในร้านของเราเพื่อรับฐานลูกค้าสองกลุ่มที่แตกต่างกัน
.
จะเห็นว่าเพียงการวิเคราะห์คู่แข่งเบื้องต้นก็สามารถนำมาซึ่งไอเดียทางธุรกิจได้มากมาย เพื่อเปิดในทำเลของเรา แต่หากว่า พอมีเวลาบ้างผมยังอยากเสนอให้ลองศึกษาอีกสองเรื่องเป็นอย่างน้อย แล้วธุรกิจของเราก็แตกต่าง และทำให้เรามั่นใจได้มากขึ้นครับ
.
5. ปัญหา และ ศักยภาพ ของคู่แข่ง – ถึงตรงนี้ เราไม่ต้องทำการศึกษาร้านกาแฟทั้งหมดแล้ว เอาเฉพาะร้านที่เราเห็นว่ามีแนวโน้มที่เราน่าจะเปิดในลักษณะเดียวกัน โดยเข้าไปศึกษาละเอียด เข้าไปใช้บริการบ่อย ๆ จนเราเจอปัญหาของเขาครับ แล้วเราก็ทำเป็นลิสท์ไว้ ปัญหาที่ว่า เจออะไรก็จดไว้ก่อนครับ ยังไม่ต้องคิดว่าจะเอาไปทำอะไรต่อ เช่น ห้องน้ำสกปรก ห้องน้ำไม่พอ เก้าอี้นั่งข้างนอกตรงระเบียงคนเต็มตลอด ไม่เคยได้นั่งเลย รอกาแฟนานมาก กว่าจะได้ 25 นาที พนักงานเสิร์ฟบริการไม่ดี พูดภาษาจีนไม่ได้ พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ พนักงานไม่สามารถตอบคำถาม ลูกค้าเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวในย่านได้ ... สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ นำมาซึ่งไอเดียในการเสนอสินค้าและบริการของร้านเรา ที่เป็นจุดด้อยของร้านเขาครับ เราทำห้องน้ำให้สะอาดตลอด มีให้บริการเพียงพอ เราเน้นร้านกาแฟของเราให้เป็นพื้นที่นั่งระเบียงเยอะ ข้างในนอกเพราะลูกค้าต้องการ พนักงานเสิร์ฟของเรา ต้องพูดภาษาอื่นได้ และมีจำนวนมากพอที่ไม่เหนื่อยเกินไป เราทำการอบรมพนักงานในเรื่องข้อมูลการท่องเที่ยวในย่าน และ หัวใจการบริการ และเผลอ ๆ ด้วยจุดนี้ เราอาจเสนอเป็นบริการ ไกด์ทัวร์ เดินเที่ยวหลังดื่มกาแฟ หนึ่งชั่วโมง โดยฝากสัมภาระ ไว้ที่ร้านกาแฟ ก็ยังได้ ... เช่นเดียวกันกับศักยภาพครับ เราเข้าไปดูร้านของคู่แข่ง และเราอาจจะพบว่า มันยังมีบางเรื่องที่ลูกค้าแสดงความต้องการออกมาแต่ร้านคู่แข่งของเราไม่ได้เอาความต้องการนี้ไปคิดต่อ อาจจะเป็นเรื่องง่ายๆ เช่น เราพบว่า ลูกค้าต้องเดินไปร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้อบุหรี่ ลูกค้าชอบเดินไปซื้อลูกชิ้นร้านข้างทาง ลูกค้าทุกคนที่มาอ่านหนังสือและทำการแลกหนังสือกันระหว่างนักท่องเที่ยว ศักยภาพเหล่านี้นำมาซึ่งโอกาสเช่นในร้านเปิดใหม่ของเราอาจมีพื้นที่ซื้อขายหนังสือมือสอง หรือเราอาจขายสินค้าอื่น ๆ ที่ลูกค้าต้องการ เช่น บุหรี่ หรือ ลูกชิ้น เหล่านี้ทำให้เราแตกต่างจากร้านกาแฟอื่น ๆ
.
6. กรณีศึกษา – ร้านประเภทเดียวกันกับเรา เทรนด์ในโลกนี้เขาไปถึงไหนกันแล้ว เช่นหากในที่สุดเราสนใจจะเปิดร้านกาแฟเน้นนักท่องเที่ยวแบคแพค เราอาจลองค้นตามอินเตอร์เน็ตดูว่าร้านกาแฟที่นักท่องเที่ยวแบคแพคไปกัน ทั่วโลก ในตอนนี้ มันมีลักษณะแบบไหน วิธีการให้บริการ สินค้าที่เขาขายเป็นแบบไหน การทำแบบนี้จะทำให้ ร้านกาแฟของเราทันสมัย อับเดท ใหม่ และแตกต่างจากร้านกาแฟที่เหลือทั้งหมด เช่นเราอาจจะพบว่า ปัจจุบันเทรนด์ร้านกาแฟสำหรับแบคแพคเกอร์ในปัจจุบัน เก้าอี้ที่นั่ง ต้องมีลักษณะเหมือนที่เดย์เบด คือมาดื่มกาแฟ แล้วก็นอนเหยียดสบาย ๆ สักชั่วโมง และมักจะเสนอบริการนวดเท้า ควบคู่ไปด้วย ถ้าเราชอบไอเดียนี้ และรู้สึกว่าเหมาะกับร้านของเรา เราก็สามารถเอามาประยุกต์ ต่อยอดให้เราของเราแตกต่างได้ครับ เพราะว่าการเก็บข้อมูลข้อ 1-5 เป็นการศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นในย่าน ถ้าเราชนะ เราก็เพียงชนะคู่แข่งในย่านเท่านั้น แต่การทำให้สินค้าและบริการเป็นที่นิยม ต้องเสนอรูปแบบแนวทางใหม่ให้ลูกค้าอยู่เสมอ เพื่อให้ธุรกิจของเราไม่ตกยุคครับ
.
เขียนโดย ปัตย์ ศรีอรุณ Research Plus

โปรเจคนี้ดี : กระบวนการและผู้ร่วมอุดมการณ์ Lego

โปรเจคนี้ดี : กระบวนการและผู้ร่วมอุดมการณ์
.
ในตอนที่แล้ว เราได้เรียนรู้ว่าอะไรที่ทำให้ไอเดียธุรกิจของ BlockBuster ต้องหยุดชะงักงันและไม่ได้ไปต่อ ในขณะที่ของ Netflix มีการปรับตัวและเชื่อมโยงแนวความคิดทางธุรกิจของตัวเองเข้ากับผู้บริโภคอยู่เสมอ (สำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่าน สามารถติดตามอ่านได้ที่ โปรเจคนี้ดี ตอนที่ 1: เรียนรู้จากอดีต )
.
https://www.facebook.com/645039915990411/posts/646649109162825/
.
สำหรับในตอนที่ 2 นี้ เราจะเข้าไปดูว่าอะไรเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่ทำให้ธุรกิจนั้นอยู่คู่กับผู้บริโภคได้อย่างยั่งยืน หรือพูดง่ายๆว่า เติบโตไปพร้อมๆกับการเติบโตของผู้บริโภค ตั้งแต่เด็กยันแก่เลยทีเดียวเชียว การทำให้สดใหม่เสมอและเป็นปัจจุบัน คงหนีไม่พ้นคำว่า นวัตกรรม (Innovation) แปลให้เข้าใจง่ายๆ คือ การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว คำว่านวัตกรรมก็มักจะถูกใช้กับหลายๆศาสตร์วิชา เช่น นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์, นวัตกรรมทางการแพทย์ หรือ นวัตกรรมทางการศึกษา เช่น แพลตฟอร์มการศึกษาออนไลน์ 
.

.
แต่ในโลกทางธุรกิจเรามักจะพูดถึง กระบวนการที่ก่อให้เกิดรูปแบบทางธุรกิจใหม่ (Business Model Innovation) การที่ธุรกิจหนึ่งๆจะอยู่รอดในหลายเจนเนอเรชั่นได้นั้น กระบวนการการดำเนินธุรกิจจะต้องเปลี่ยน จะไม่เหมือนแนวคิดของธุรกิจในรูปแบบเดิมที่เคยทำๆกันมา ซึ่งส่วนใหญ่มักจะขีดขอบให้ความสำคัญเฉพาะสิ่งที่จำเป็นจะต้องพัฒนา เช่น จะพัฒนาเฉพาะสินค้า หรือเฉพาะการบริการเท่านั้น ถามง่ายๆ คือ เราจะหวังผลลัพท์ใหม่ได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่ได้ตั้งคำถามใหม่ตั้งแต่ต้น ดังนั้นถ้าใครกำลังคิดจะเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ อาจลองใช้ 2 ประเด็นนี้วิเคราะห์ธุรกิจของตนเองดูได้
.
1. ให้กลับไปดูที่กระบวนการ ลองมองดูปัญหาหรือ/และศักยภาพของทั้งกระบวนการ เช่น โครงการของเรามี 10 ขั้นตอน ให้ไปดูในแต่ละขั้นตอน เราอาจมองเห็นปัญหาที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงแก้ไข เราอาจมองเห็นช่องว่างที่เป็นศักยภาพระหว่างขั้นตอน บางทีอาจจะต้องทำตัวเป็นเหมือนนักสืบ(โคนัน) เข้าไปสืบดูว่าอะไรกันแน่ที่เป็นต้นตอของปัญหาทั้งหมดในธุรกิจของเรา และค่อยๆตั้งคำถามกับปัญหาเหล่านั้น ด้วยวิธีการนี้มันจะเผยให้เห็นในสิ่งที่เราไม่เคยมองมาก่อน และเชื่อว่าการทบทวนกระบวนการจะนำมาซึ่งการเกิด “สิ่งใหม่”
.
2. หาแนวร่วมอุดมการณ์ ความรู้ข้ามศาสตร์ข้ามแขนงวิชาจำเป็นอย่างมากในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เพราะการจะทำผลิตภัณฑ์ซักชิ้นออกมาเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของคนหลายกลุ่ม มีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง จำเป็นต้องอาศัยกลุ่มคนเหล่านี้ในการประกอบสร้างไอเดียนั้นออกมา แนวร่วมอุดมการณ์เป็นได้ทั้งผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ เช่น นักจิตวิทยา นักลงทุน นักคณิตศาสตร์ และเป็นได้ทั้งลูกค้าผู้ใช้สินค้าบริการ เข้ามาร่วมแจม ร่วมแชร์ไอเดีย แชร์ความต้องการต่างๆ ความรู้หลายแขนงและฐานข้อมูลจากลูกค้านี้แหละที่จะเป็นส่วนสำคัญทำให้เกิดไอเดียใหม่ และกลุ่มธุรกิจใหม่ที่เรามักเรียกว่า Startups
.
เรามาดูตัวอย่างธุรกิจที่ปรับตัวเองและยังยืนหยัดในยุคดิจิตอลกัน
ในช่วงต้นๆ 1990s LEGO ประสบปัญหาปริมาณการขายที่ลดลงอย่างมาก ส่งผลให้รายได้ลดลงตามไปด้วย เหมือนกับหลายๆบริษัทที่อยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน ที่เผชิญการเปลี่ยนแปลงจากยุคอนาล็อคเป็นยุคดิจิตอล สถานการณ์เช่นนี้ผลักให้ LEGO ต้องรีบปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ทางธุรกิจเพื่อความอยู่รอด LEGO จึงสร้างไอเดียใหม่ที่หันมาให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นหลักโดย “เชื่อม” กระบวนการทางธุรกิจเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ สร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ระบบเปิดให้ผู้เล่นเข้ามาออกแบบชุด LEGO ของตนเอง ผ่านการประกวดแข่งขันโดยมีเงื่อนไขว่าจะใช้ชิ้นส่วนของ LEGO หรือ คอมพิวเตอร์ 3D แอพพลิเคชั่นออกแบบก็ได้ แล้วให้ผู้เล่นคนอื่นๆเข้ามาคอนเมนต์และโหวตผลงานออกแบบ ผลงานที่ได้การโหวตมากที่สุด ก็จะถูกนำไปพิจารณาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ส่วนผู้เล่นที่เป็นผู้ออกแบบผลงานที่ได้รับการโหวตก็จะได้เงินสนับสนุนเป็นรางวัล
.
ไอเดียล้ำเลิศนี้เปลี่ยนลูกค้าเป็นนักออกแบบ ลูกค้ากลายเป็นหนึ่งในกระบวนการของธุรกิจ เป็นผู้จุดประกายไอเดียใหม่ๆ เป็นไอเดียที่ได้รับการปรับแต่งจากการให้คอมเมนต์และเป็นไอเดียที่ได้รับยอมรับโดยการโหวตจากกลุ่มผู้เล่นด้วยกันเอง LEGO ได้สร้างฐานข้อมูลที่ยูนีคและเป็นปัจจุบัน ลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสการพัฒนาสินค้าใหม่ๆได้อย่างต่อเนื่อง สร้างระบบนิเวศน์ให้ธุรกิจตัวต่ออย่างยั่งยืน
.
เป็นเรื่องไม่ยากที่จะปรับธุรกิจเดิมให้เข้ากับยุคสมัยมากขึ้น เพราะเรามีเครื่องมือ มีเทคโนโลยี ที่รองรับอยู่แล้ว แต่อาจจะต้องใช้เวลาซักหน่อยในการกลับไปทำความเข้าใจธุรกิจของตัวเอง 2 ประเด็นที่กล่าวถึงไปแล้วนั้นอาจจะพอช่วยได้ และหวังว่าไอเดียใหม่ๆจะเกิดขึ้นได้ในทุกๆวัน
.
เขียนโดย มานิตา ชีวเกรียงไกร Research Plus

การวิเคราะห์โปรเจคท์ในฝัน : ค้นหาช่องว่างสร้างธุรกิจ

การวิเคราะห์โปรเจคท์ในฝัน : ค้นหาช่องว่างสร้างธุรกิจ
.
ตอนที่แล้วได้แบ่งปันเรื่องการฝึกอ่านย่านที่ที่ดินของเราตั้งอยู่เพื่อนำความเข้าใจไปสร้างโปรเจคท์ที่เหมาะสมกับย่าน ให้ศักยภาพของย่านส่งเสริมโปรเจคท์ของเรา ใครยังไม่ได้อ่าน อ่านได้ที่นี่ครับ https://www.facebook.com/645039915990411/posts/646605972500472/
.
ในตอนนี้จะเป็นการซูมลึกลงไปในรายละเอียดอีกว่า เมื่อเราทำความเข้าใจเข้าใจย่านของที่ดินของเราเรียบร้อยแล้ว เราจะสร้างธุรกิจได้ยังไง อะไรจะเป็นตัวบอกว่า เราควรทำธุรกิจอะไรดีในที่ดินของเราที่ตั้งอยู่ในย่านนี้
.

.
ขั้นตอนต่อไปคือ เราต้องเริ่ม หา “ช่องว่าง” ของย่านที่ที่ดินเราตั้งอยู่ครับ ว่ามันมีช่องว่างอะไรบ้างครับ ซึ่งช่องว่างในที่นี้คือการที่เราเข้าไปตามหาสิ่งที่ยังไม่มีในย่าน สิ่งที่ยังขาดในย่าน เพื่อเติมเต็มความต้องการของผู้คนในย่าน เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับเราครับ ในตอนนี้จะเขียนถึงการหาช่องว่างในเรื่องประเภทธุรกิจก่อนครับ โดยลองตั้งคำถามดูครับว่า
.
Q1 : ประเภทธุรกิจอะไรในย่านที่ยังไม่มีบ้าง ?
.
Q2 : และถ้าไม่มี ทำไมมันถึงยังไม่มีประเภทธุรกิจนั้นในย่าน
.
Q3: แล้วธุรกิจที่ว่าไม่มีนี้ มันมีความต้องการซื้อหรือความต้องการใช้งานจากผู้คนในย่านมั้ย ?
.
- การทำความเข้าใจกับประเภทธุรกิจที่ยังไม่มีในย่าน ทำให้เห็นช่องว่างขนาดใหญ่ในการทำธุรกิจครับ ว่าเราอาจเป็นเจ้าแรกในย่านที่เสนอขายสินค้าหรือบริการนั้น ๆ ซึ่งการเป็นเจ้าแรกก็หมายถึงโอกาสในการทำกำไรก่อน แต่เราต้องมั่นใจว่า ธุรกิจที่ว่ายังไม่มี ซึ่งเป็นช่องว่างและน่าลงทุนนี้ มีความต้องการของผู้คนในย่านจริง ๆ และความต้องการที่ว่านี้มีจำนวนมากพอ ที่จะกลายมาเป็นลูกค้า และทำให้เราสามารถเปิดธุรกิจนั้นได้
.
- เช่น หากเราลองวิเคราะห์ดูแล้วเราพบว่าในย่านของเรา ไม่มีคนขายอาหารเช้าเพื่อสุขภาพเลย และเราเริ่มสนใจว่าอยากจะเปิดร้านขาย เราต้องเริ่มสำรวจว่า แล้วประเภทธุรกิจใกล้เคียงเป็นยังไงบ้างเช่น ร้านอาหารเช้าในย่านของเรามีกี่ร้าน แบ่งเป็นกี่แนว มีลูกค้าจำนวนมากน้อยแค่ไหนในแต่ละร้าน คนแน่นขนาดต้องต่อคิว หรือ ว่างบางเวลา วันไหนในสัปดาห์คนเยอะ วันไหนในสัปดาห์คนน้อย คนน้อยช่วงกี่โมง คนแน่นช่วงไหน แต่ละร้านมีกี่ที่นั่ง บรรยากาศเป็นอย่างไร ติดแอร์ไม่ติดแอร์ นั่งทานในสวน หรือนั่งทานในอาคาร เมนูยอดนิยมคืออะไร
.
- ในขณะเดียวกัน เราก็อาจจะเริ่มไปทานอาหารเช้าร้านต่าง ๆ ในย่านของเราพร้อมลองทำการขอสัมภาษณ์คนที่ไปนั่งทานในร้านเหล่านั้น ซึ่งมีแนวโน้มว่าอาจจะเป็นลูกค้าของเราในอนาคต ว่าหากมีร้านอาหารเช้าเพื่อสุขภาพคิดเห็นอย่างไร จะไปทานหรือไม่ ราคาน่าจะเป็นเท่าไหร่ เมนูน่าจะมีอะไรบ้าง บรรยากาศที่ชอบเป็นแบบไหน
.
- ซึ่งลูกค้าในอนาคตของเรานี้ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นคนที่ไปนั่งทานที่ร้านเพียงอย่างเดียว การไปสัมภาษณ์คนในย่านที่ซื้ออาหารเช้าข้าวเหนียวหมูปิ้งริมถนน หรือซื้ออาหารเช้าร้านสะดวกซื้อ หรือ ฟาสท์ฟู้ด ที่เราเชื่อว่าราคาใกล้เคียงกับช่องว่างของเรา ก็อาจทำให้เราเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของคนที่อาจจะมาเป็นลูกค้าเราในอนาคต ซึ่งอาจจะเปลี่ยนใจเราจากการที่คิดจะทำร้านอาหารเช้าเพื่อสุขภาพในตอนเริ่มแรก สู่การเริ่มคิดจะทำร้านขายอาหารเช้าเพื่อสุขภาพแบบไดร์ฟทรูใส่ห่อกลับบ้านแทน
.
จะเห็นว่า เมื่อเราเห็นช่องว่างเรื่องประเภทธุรกิจที่ยังไม่มีในย่านเรา แล้วเราเริ่มทำความเข้าใจจริงจัง โดยการเข้าไปคลุกวงใน เข้าไปศึกษาจากย่านที่โปรเจคท์ของเราตั้งอยู่ จะทำให้เราชัดเจนและมั่นใจได้มากขึ้นในการสร้างธุรกิจของเรา
.
เครื่องมือง่ายๆ อันหนึ่งที่ผมอยากแนะนำให้ลองใช้ดู คือ Google Map ครับ สามารถใช้เป็นเครื่องมือเบื้องต้นในการแสกนเร็วๆ ได้เลยว่า ในย่านของเรานั้นมีธุรกิจอะไรอยู่บ้าง และเมื่อเราได้ช่องว่างที่เราสนใจและคิดว่ามีโอกาสแล้วถึงค่อยลงไปเก็บละเอียดด้วยตนเองครับ
.
ในตอนหน้าจะเขียนถึงการหาช่องว่างทางธุรกิจที่มีอยู่แล้วในย่าน หรือการหาช่องว่างจากคู่แข่งที่เปิดให้บริการอยู่ในย่านของเราอยู่แล้ว ว่าต้องทำการวิเคราะห์ยังไง อย่าพลาดครับ
.
เขียนโดย ปัตย์ ศรีอรุณ Research Plus